mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้61
mod_vvisit_counterเมื่อวาน107
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้61
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน706
mod_vvisit_counterเดือนนี้2094
mod_vvisit_counterเดือนก่อน3123
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด43188

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการซื้อ-ขายรถยนต์

 

» สิทธิและหน้าที่ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการอำนวยสินเชื่อเช่าซื้อ

 

ภายหลังเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้ผู้เช่าซื้อไม่น้อยขาดการผ่อนชำระ ส่งผลให้มีปัญหาทางด้านเครดิตระหว่าง Financeและผู้เช่าซื้อมากขึ้น รวมถึงมีการร้องทุกข์ผ่านสคบ. ให้ช่วยไกล่เกลี่ยเจรจาระหว่างกัน ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆครั้ง Finance มักเป็นฝ่ายชนะคดี ทำให้ผู้เช่าซื้อเห็นว่า Finance เอาเปรียบ ในเรื่องนี้ สมาคมได้มีการศึกษาพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บนฐานความไม่เข้าใจใน แง่มุมกฎหมายของผู้เช่าซื้อ ดังนั้นสมาคมจึงขอนำเสนอประเด็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงประเด็นคำพิพากษามาเทียบเคียง โดยมุ่งหวังให้ทุกฝ่ายได้ศึกษาและระมัดระวังในการดำเนินการซึ่งกันและกัน เพื่อลดความขัดแย้งและมีข้อสรุปด้วยความยุติธรรม เป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจการซื้อขายรถยนต์ทั้งเก่าและใหม่ได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในปี 2548 ที่มีการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ สูงถึง 703,432 คัน มีมูลค่าตลาดการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ โดยประมาณถึง 230,000 ล้านบาท แต่ภายหลังเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วง 2 ปีหลัง ส่งผลให้ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าซื้อบางส่วนขาดการผ่อนชำระ ทำให้มีปัญหาทางด้านเครดิตระหว่าง Finance และผู้เช่าซื้อมากขึ้นตามลำดับ และปัญหาที่เกิดขึ้นมักมีข้อขัดแย้งระหว่างกันจนผู้เช่าซื้อ จำนวนไม่น้อยได้มีการร้องทุกข์ผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เป็นหน่วยงานกลางในการไกล่เกลี่ยเจรจาระหว่างกัน ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งภายหลังการเจรจา ทาง Finance มักจะเป็นฝ่ายชนะคดีเสมอ ทำให้บางครั้งผู้เช่าซื้อบางส่วนเห็นว่าทาง หน่วยงานภาครัฐเห็นชอบกับผู้ประกอบการ ในเรื่องนี้ ทางสมาคมได้มีการให้ความเห็นหลาย ๆ เรื่องด้วยกันในการร่วมแก้ไขปัญหาให้กับผู้ เช่าซื้อ ซึ่งมักจะได้เห็นว่า ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นทางข้อกฎหมายที่ผู้เช่าซื้อโดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับทราบถึงแง่มุมทางกฎหมาย เช่าซื้อทั้งหมด หรือแม้ทราบก็เป็นการทราบบางประเด็น ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด ทำให้เข้าใจผิดและรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ในขณะที่ Finance เองบางครั้งก็พยายามแก้ไขปัญหาโดยอยากให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระต่อ เนื่องจาก case เหล่านี้ เมื่อดำเนินการแล้ว รวมถึงยึดและ ประมูลขายก็มีผลขายทุนไม่น้อย เนื่องจากในการทำสัญญาเช่าซื้อมีการแข่งขันกันสูง ทำให้มีการลดหย่อนผ่อนปรนเงื่อนไขการให้สินเชื่อ ส่งผลให้มีความเสี่ยงในการขาดทุนสูงขึ้น ดังนั้นในโอกาสนี้ ทางสมาคมขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการ ให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ตามแง่มุมทางกฎหมายโดยละเอียดพร้อมประเด็นคำพิพากษามาเทียบเคียง โดยมุ่งหวังให้ทุกฝ่ายได้ศึกษาและ ระมัดระวังในการดำเนินการซึ่งกันและกัน เพื่อลดความขัดแย้งและมีข้อสรุปด้วยความยุติธรรม เป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

 

ผู้เช่าซื้อมีสิทธิและหน้าที่อย่างไร

สิทธิของผู้เช่าซื้อ


1. เรียกให้ผู้ให้เช่าซื้อโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ตน เมื่อได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว
2. เรียกให้ผู้ให้เช่าซื้อรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจาก การที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง
3. เรียกให้ผู้ให้เช่าซื้อรับผิดในการรอนสิทธิของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อ
4. ผู้เช่าซื้อมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อกลับคืนให้แก่เจ้าของ (ผู้ให้เช่า) โดยเสียค่าใช้จ่ายในการส่งมอบ

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. ในราคา 120,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 1 หมื่นบาทเป็นเวลา 12 เดือน นาย ก.ใช้รถยนต์ ได้ 5 เดือน โดยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไป 5 งวด เกิดเบื่อรถยนต์คันที่ตนเช่าซื้อจึงได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นาย ข. เช่นนี้ กฎหมายถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอัน ระงับสิ้นไปเพราะการที่นาย ก. ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นาย ข. เหตุที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อที่จะบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินก็เพราะสัญญาเช่าซื้อได้กำหนดค่าเช่าซื้อจากค่าเช่าบอกราคา ทรัพย์สินนั้นเข้าไปด้วย จึงมีราคาสูงกว่าค่าเช่าทรัพย์สินธรรมดาตามสัญญาเช่าทั่วไป ผู้เช่าซื้อจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อใดก็ได้แต่ทั้งนี้ผู้เช่าซื้อจะต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของเอง

 

หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่าซื้อ
1. ต้องใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อตามปกติหรือตามข้อตกลงในสัญญา
2. ต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่า เช่น วิญญูชนจะพึงสงวน
3. ต้องยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจดูทรัพย์สินที่เช่าซื้อ
4. ต้องยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าซื้อ
5. ต้องแจ้งเหตุอันตรายแก่ทรัพย์ให้ผู้ให้เช่าได้รับรู้โดยทันที
6. ต้องไม่ดัดแปลงต่อเติมทรัพย์สินที่เช่า
7. ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
8. ต้องรับการโอนกรรมสิทธิในทรัพย์สินซึ่งเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อ
9. ต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เช่าเพราะความผิดของผู้เช่าเองหรือผู้เช่าช่วง

ฎีกาที่ 4601/2533สัญญาเช่าซื้อ เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อ ย่อมระงับไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 567 ทั้งโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยผู้เช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อ จึงเลิกกัน จำเลยไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อ ที่ค้างชำระต่อไป แม้ตามสัญญาเช่าซื้อ จะระบุให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบ ในกรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ถูกโจรภัยก็ตาม แต่เมื่อจำเลย ไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป ก็ถือได้ว่า จำเลยได้ตกลงชำระค่าเสียหาย เท่ากับค่าเช่าซื้อ ที่ค้างให้แก่โจทก์ ในกรณีนี้ ซึ่งมีลักษณะ เป็นเบี้ยปรับที่ศาล มีอำนาจลดหย่อนลงได้ หากเป็นว่า กำหนดไว้สูงเกินควร

10. ต้องรับผิดในการออกค่าใช้จ่ายเพื่อการบำรุงรักษาทรัพย์ตามปกติและการซ่อมแซม ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระค่าเช่าซื้อแล้ว ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยการส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน (เจ้าของ) มีปัญหาว่าผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์หรือไม่

ตัวอย่าง
นาย ก.เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. ในราคา 120,000 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อจำนวน 12 เดือน เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นาย ก. นำรถไปใช้เป็นเวลา 5 เดือน โดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่นาย ข.แต่อย่างใด ต่อมา นาย ก. ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการนำรถยนต์ไปส่งมอบกลับคืนให้แก่นาย ข. ดังนี้ นาย ก. จะต้องชำระค่าเช่าซื้อ 50,000 บาทที่ค้างชำระให้แก่นาย ข.ด้วย

ดังนั้น หากผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ (เจ้าของ) จนครบถ้วนด้วย

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อนั้น เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อรวมเอาสัญญาเช่าบวกคำมั่นว่าจะขายทรัพย์เข้าด้วยกัน ดังได้กล่าวมาแล้วดังนั้นผู้เช่าซื้อจำต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสมอด้วยวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเองและต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ถ้าผู้เช่าซื้อไม่สงวนรักษาทรัพย์สินจนทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวให้แก่เจ้าของทรัพย์ด้วย


เจ้าของทรัพย์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) มีสิทธิและหน้าที่อย่างไร

เจ้าของทรัพย์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ในกรณีดังต่อไปนี้คือ

1. ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงินค่าเช่าซื้อสามคราวติดๆกัน เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. ในราคา 120,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือนรวม 12 เดือน เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 1 เดือน แล้วขาดส่งค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกันเช่นนี้นาย ข. มิสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งแล้วผิดนัดไม่ชำระงวดหนึ่งเช่นนี้สลับกันไปเรื่อยๆ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้หรือไม่

สำหรับกรณีนี้ปรากฏว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระเงินเพียงงวดเดียวสลับกับการชำระเงินงวดหนึ่งยังไม่เคยผิดนัดชำระเงินถึงสามงวดติดกัน จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องผิดนัดไม่ชำระเงินสามคราว (งวด) ติดต่อกันเจ้าของจึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้นเจ้าของจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อตู้เย็นจาก นาย ข. ในราคา 12,000 บาทตกลงชำระเงินเดือนละ 1,000 บาท รวม 12 เดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป นาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อเดือนมกราคมแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินงวดเดือนกุมภาพันธ์แล้วนาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อเดือนมีนาคม ต่อมาผิดนัดไม่ชำระเงินงวดเดือนเมษายนแล้วชำระเดือนพฤษภาคมเช่นนี้สลับกันไปจะเห็นได้ว่านาย ก. ยังไม่เคยผิดนัดสามงวดติดต่อกัน ดังนั้น นาย ข. จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อเจ้าของทรัพย์ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินสามคราวติดกันแล้วเจ้าของทรัพย์มีสิทธิดังต่อไปนี้คือ

(1) ริบเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้มาแล้วก่อนบอกเลิกสัญญาได้ และ

(2) เจ้าของทรัพย์มีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินนั้นได้

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. เป็นเงิน 120,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท รวม 12 เดือน นาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อแล้วรวม 5 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาทแล้วนาย ก. ขาดส่งค่าเช่ารวม 3 เดือนติดต่อกัน นาย ข. จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย นาย ข. มีสิทธิรับเงินค่าเช่าซื้อ 50,000 บาท ที่นาย ก.ได้ชำระไปแล้วได้ และยังมีสิทธิยึดครองรถยนต์กลับคืนมาจากนาย ก.ได้
มีปัญหาว่าในกรณีที่เจ้าของทรัพย์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อสามคราวติดๆ กัน เจ้าของทรัพย์ริบค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระไปแล้วและยึดทรัพย์กลับคืนมาแล้ว เจ้าของทรัพย์มีสิทธิเรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระได้หรือไม่
สำหรับปัญหานี้ กฎหมายได้บัญญัติไว้แต่เพียงว่าเจ้าของทรัพย์มีสิทธิริบเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระไปแล้วกับยึดทรัพย์สินคืนเท่านั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าของทรัพย์ในการเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระด้วย ดังนั้น เจ้าของทรัพย์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระได้ คงมีสิทธิแต่เพียงเรียกค่าที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้ทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์ตลอดระยะเวลาที่ได้ใช้สอยทรัพย์สิน และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้ทรัพย์สินนั้นจนเสียหายอันเนื่องจากการใช้ทรัพย์นอกเหนือจากที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินในคราวที่สุดเจ้าของทรัพย์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) มีสิทธิอย่างไร

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. เป็นเงิน 60,000 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนทุกๆเดือนเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท รวม 12 เดือน นาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อรวม 11 เดือน ติดต่อกันเป็นเงิน 55,000 บาท แล้วนาย ก. ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อในเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 5,000 บาท นาย ข. จะมีสิทธิอย่างไรบ้าง
ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อสำคัญ เจ้าของทรัพย์จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ถ้าผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาเช่าซื้อในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญแห่งสัญญาเช่าซื้อแล้วผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่มีสิทธิบอกเบิกสัญญาได้
อย่างไรจึงจะถือว่าข้อสัญญาข้อใดเป็นข้อที่เป็นส่วนสำคัญของสัญญาเช่าซื้อนั้นเป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นเรื่องไป แต่ถ้าในสัญญาเช่าซื้อระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าข้อสัญญาใดเป็นข้อที่เป็นส่วนสำคัญแห่งสัญญาเช่าซื้อแล้วก็ไม่เป็นปัญหา กล่าวคือถ้าผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่ระบุไว้ว่าเป็นข้อสาระสำคัญแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. โดยได้ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อว่าให้นาย ก. ใช้โดยสารส่วนบุคคลเท่านั้น ห้ามไม่ให้นาย ก. นำรถยนต์ไปรับส่งผู้โดยสารสาธารณะ ถ้านาย ก. ฝ่าฝืนนำรถยนต์ไปรับส่งผู้โดยสารสาธารณะ ก็ถือว่านาย ก. กระทำผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ นาย ข. เจ้าของรถยนต์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ เพราะข้อสัญญาเช่นนี้ถือว่าเป็นข้อสำคัญแห่งสัญญาเช่าซื้อตามที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้
ในกรณีตามตัวอย่าง นาย ข. เจ้าของรถยนต์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อรวม 11 เดือนที่นาย ก. ได้ใช้มาแล้วเป็นเงิน 55,000 บาท และมีสิทธิยึดรถยนต์คืนต่อเมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีกงวดหนึ่งแล้ว กล่าวคือนาย ข. จะยึดรถยนต์คืนได้ต่อเมื่อพ้นเดือนที่สิบสี่แล้ว

สรุปแล้วในกรณีที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินในคราวที่สุด เจ้าของมีสิทธิดังต่อไปนี้คือ

(1) ริบเงินบรรดาที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินมาแล้วทั้งหมดได้ และ

(2) กลับเข้าครอบครองทรัพย์สินได้เมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีกงวดหนึ่งแล้ว


ฉะนั้น ผู้เช่าซื้อจะต้องระมัดระวังการชำระเงินค่าเช่าซื้อในงวดสุดท้ายให้ดี เพราะมีผู้ให้เช่าซื้อที่ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าอาศัยข้อกฎหมายเช่นนี้เอาเปรียบผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นลูกค้าของตนด้วยการหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับชำระเงินค่าเช่าซื้อในงวดสุดท้าย แล้วอ้างว่าลูกค้าของตนเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อทำการริบเงินค่าเช่าซื้อที่ลูกค้าได้ชำระไปแล้วทั้งหมดและยึดเอาทรัพย์สินคืนจากลูกค้า ดังนั้นผู้เช่าซื้อซึ่งประสบกับปัญหานี้ควรนำเงินไปวางไว้กับเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานวางทรัพย์หรือที่จ่าศาลซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลจังหวัดในทุกจังหวัด เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อจะอาศัยกฎหมายเอาเปรียบกับผู้เช่าซื้อไม่ได้ หรือนำเงินค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับการเช่าซื้อรายนี้

2. ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่สำคัญ เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

ตัวอย่าง

นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์จากนาย ข. โดยระบุไว้ในสัญญาเช่า ซื้อว่า นาย ก. จะต้องระมัดระวังรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยโดยนาย ก. จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ถ้านาย ก. ใช้รถยนต์อย่างไม่ระมัดระวังและดูแล รักษาให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ทำให้รถยนต์อยู่ในสภาพทรุดโทรม นาย ข. เจ้าของรถยนต์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ข้อสัญญาเช่นนี้ถือว่าเป็นข้อ สำคัญแห่งสัญญาเช่าซื้อ หากนาย ก. กระทำผิดสัญญาดังกล่าว นาย ข. ย่อมมี สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้
เมื่อเจ้าของทรัพย์สิน (ผู้ให้เช่าซื้อ) ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เพราะเหตุที่ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อมี สิทธิดังนี้คือ

(1) ริบเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อมาแล้วก่อนบอกเลิกสัญญาได้ และ
(2) เจ้าของทรัพย์มีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินนั้นได้

 

ข้อสรุปหน้าที่และความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อ

ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกันกับผู้ให้เช่าทรัพย์ ดังนี้ คือ


1. ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าในสภาพอันดีให้แก่ผู้เช่าซื้อ
2. ต้องให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า
3. ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าซื้อ ชำระเงินครบถ้วนตามสัญญา
4. ต้องรับผิดในการรอนสิทธิของทรัพย์สินที่เช่าซื้อ

 

เจ้าของทรัพย์มีหน้าที่อย่างไร

เจ้าของทรัพย์มีหน้าที่ต้องไปเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนสิทธิในทรัพย์สินให้แก่ผู้ เช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแล้ว

ตัวอย่าง
นาย ก. เช่าซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากนาย ข.เมื่อนาย ก. ชำระค่าเช่าซื้อจน ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว นาย ข. จะต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนสิทธิทาง ทะเบียนในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาให้แก่นาย ก. ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

 

ข้อสรุปสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อ

ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ เฉพาะในกรณีตามมาตรา 574 ดังนี้


1. ผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ เช่น ผู้เช่าซื้อ
นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปขายให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างอายุสัญญา
2. ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สามคราวติด ๆ กัน

 

ความระงับแห่งสัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าซื้อระงับด้วยสาเหตุต่อไปนี้ คือ

 

1. ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ ก็ได้ โดยการส่งมอบ ทรัพย์คืนให้แก่เจ้าของทรัพย์ และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแต่ประการใด ตามมาตรา 873

2. ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในกรณีดังนี้ คือ

2.1 เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อสามคราวติด ๆ กัน

2.2 เมื่อผู้เช่าซื้อกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ



ผลของการบอกเลิกสัญญา

การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อมีผลตามมาตรา 574 มีดังนี้ คือ


1. บรรดาเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมาแล้ว ไม่ต้องส่งคืนให้แก่ผู้เช่าซื้อ
2. ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อ
3. ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้นับจากวันเลิกสัญญา จนถึงวันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับคืนทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ

 

ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการโอนสัญญาเช่าซื้อ

หากท่านมีความประสงค์ที่จะโอนสัญญาเช่าซื้อให้บุคคลอื่นผ่อนชำระต่อ จะโดยการขายหรือการแลกเปลี่ยนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้กับบุคคลอื่นใดก็ตาม ท่านต้องรีบติดต่อบริษัทฯ เพื่อดำเนินการโอนสัญญาเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อและเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองในสมุดทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้เรียบร้อยโดยไม่ชักช้า มิฉะนั้นท่านยังคงต้องรับผิดชอบตามสัญญาเช่าซื้อฉบับเดิมอยู่ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากผู้เช่าซื้อไม่ไปทำการโอนสัญญาให้ถูกต้อง หากรถคันที่เช่าซื้อหายหรือถูกโจรกรรม ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ทั้งหมดกับบริษัทฯ หากรถคันที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเสียหายจากการกระทำของผู้ซื้อต่อ เช่น ลักพารถหนีไป อัคคีภัย วินาศภัย หรือทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ท่านต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งค่าเช่าซื้อที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดกับบริษัทฯ

ข้อควรทราบ
การนำรถไปจำนำหรือขายต่อระหว่างเช่าซื้อเป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งบริษัทฯ อาจดำเนินคดีอาญากับผู้เช่าซื้อได้ (ที่มา: www.ask.co.th/th/topic1_th.html)

 

คำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับการเช่าซื้อ

คำพิพากษาฎีกาที่ 985/2532
ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อ ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ส่งแล้วและมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ ภายหลังจากการเลิกสัญญาตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และถ้าทรัพย์สินที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ และต้องรับผิด สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3358/2530
ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 ว่าด้วยการเช่าซื้อ ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความได้โดยตรง แต่ค่าเช่าซื้อก็เป็นค่าเช่าในการใช้ทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ดังนั้นหากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นพ่อค้าฟ้องเรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อ สังหาริมทรัพย์(เครื่องรับโทรศัพท์) ที่ค้างชำระอยู่จึงจ้องฟ้องเสียภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156(6) ไม่ใช่ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164

คำพิพากษาฎีกาที่ 3944/2535
สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาตลอดมา แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้ทักท้วง แสดงว่าในทางปฏิบัติโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 11 จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญาไม่ได้
กรณีเช่นนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาไม่ได้ อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดต่อมาและจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยไม่โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืน

 

ข้อมูลจาก กฎหมายเช่าซื้อ จุลสารสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ฉบับที่ 20
ขอขอบคุณแหล่งที่มา:http://www.taladrod.com/w/info/articleT.aspx?item=_T2002